เพิ่มประสิทธิภาพให้งานดิจิทัล

หากคุณกำลังกระตือรือร้นเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาด และการค้นหาวิธีที่ดีที่สุดให้กับแบรนด์อาจต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการหาเครื่องมือเหล่านั้น แต่ให้มองเสมอว่าทุกอย่างเป็นการเรียนรู้จงอย่าหยุดที่จะค้นหา เราจะพาไปพบกับ 10 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงาน Digital กัน

1.เครื่องมือจัดตารางและการจัดการการแก้ไข

 เนื้อหาส่วนใหญ่ควรเน้นไปในทางการจัดการด้านการตลาดเพื่อขับเคลื่อนการตลาดแบบ Digital หากเผยแพร่เนื้อหาที่มีคุณภาพจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และเลือกช่องทางหรือแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับงาน ต้องมี Timeline หรือปฏิทินเพื่อวางแผนกำหนดผลิตและกำหนดเนื้อหาทั้งหมดล่วงหน้าอย่างน้อยสองสามเดือนล่วงหน้า การตั้งค่าทุกอย่างอาจต้องใช้เวลา แต่การวางแผนแบบนี้จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและความพยายามจะคุ้มค่า

ขั้นตอนมีดังนี้

แนวคิด - มีแนวคิดหรือไอเดียหลักสำหรับเนื้อหา เพื่อนำไปแตกยอดในการสร้างเนื้อหาต่อไป

เนื้อหา - จะเป็นสิ่งที่ต่อยอดและแตกความหมายอธิบายรายละเอียดของไอเดียหลัก

VDO - หากมีวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาจำเป็นต้องมีการแก้ไขบางอย่างเพื่อนำมาปรับใช้

ภาพถ่าย - จะเป็นต้องมีเพื่อช่วยขยายในส่วนของเนื้อหา  

การปรับให้เหมาะสมเพื่อเผยแพร่ - เมื่อทำการสรุปเนื้อหาทั้งหมดให้เหมาะสมเพื่อนำไปสู่ในส่วนของ SEO และการแพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดีย

 

2.ใช้เครื่องมือการจัดการทางสังคมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการตลา

เราแน่ใจว่านักการตลาดส่วนใหญ่เห็นด้วยกับปัญหานี้ การตลาดเพื่อสังคมนั้นใช้เวลาอย่างมากหากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม การตรวจสอบ, การเข้าร่วม, การวิเคราะห์ มีส่วนในทางการตลาดดิจิตอลที่สําคัญมาก จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับการมีเครื่องมือในการจัดการที่ดี เครื่องมือการจัดการโซเชียลมีเดียที่ช่วยให้คุณวางแผนกำหนดเวลาและเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดของคุณบน Facebook, Instagram , Instagram และYouTube ที่สามารถฟังและตอบกลับความคิดเห็นได้ มันจะทำให้ทุกอย่างคล่องตัวมากขึ้นและให้วิเคราะห์ง่ายขึ้น

3.ลงทุนในเครื่องมือ SEO

ในส่วนของการทำ SEO จำเป็นต้องใช้เวลาทำงานเป็นจำนวนมาก และหากไม่มีการลงทุนในเครื่องมือ SEO ก็จะทำให้เกิดการเข้าถึงได้น้อย การลงทุนขนาดเล็กในเครื่องมือ SEO จะสร้างรายได้ให้ได้มากกว่าที่คิด

- ใช้เครื่องมือวิจัยคำหลักเช่น KWFinder เพื่อค้นหาคำหลักที่ดีที่สุดในการกำหนดเป้าหมายด้วยเนื้อหา

- วิเคราะห์การแข่งขันของคุณด้วยเครื่องมือเช่น SEMRush  เพื่อทำความเข้าใจอย่างรวดเร็วว่าเว็บไซต์คู่แข่งในอุตสาหกรรมของคุณทำงานอย่างไรในแง่ของ SEO

- วิเคราะห์โปรไฟล์เว็บไซต์ของคุณด้วยเครื่องมือเช่น Ahrefs  หรือตรวจสอบโปรไฟล์ของคู่แข่ง

4.วางแผนงาน

หากในการทำงานยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอว่าจะเป็นไปในแนวทางใด การร่างโครงอีกครั้งจึงเป็นสิ่งต้องทำเรียงลำดับสิ่งที่ต้องทำและเรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องเพื่อลดความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือ

  • เป้าหมายของงาน (เป้าหมายการตลาดดิจิทัลของคุณ)
  • งบประมาณ
  • ความพร้อมของทีม
  • เตรียมงาน
  • กำหนดส่ง
  • สิ่งสำคัญ
  • Timeline

5.เครื่องมือจัดการทีม

แต่หากเป็นองค์กรใหญ่อาจต้องเครื่องมือการจัดการทีมอย่างเช่น ASANA ซึ่งจะช่วยให้แบ่งงานในการทำงาน หรืองานเอกสารขั้นรวมไปถึงการทำงานขั้นสูงและอื่น ๆ อีกมากมายให้ง่ายดายและสะดวกในการทำงานมากขึ้น อาจต้องใช้เวลาในการค้นหาและปรับใช้เครื่องมือที่เหมาะสมแต่เมื่อค้นพบแล้วมันสามารถช่วยได้อย่างมากในการทำงาน

6.ติดตามผล

หากคุณต้องการให้ Digital Marketing มีประสิทธิภาพผลการติดตามเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้ และต้องรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่

การใช้งานแคมเปญที่เกี่ยวข้อง

  • โฆษณาเฟซบุ๊ค
  • โฆษณา LinkedIn
  • โพสต์เฟซบุ๊ค
  • Blog content
  • Video แนะนำ

วิธีหนึ่งในการติดตามทั้งหมดนี้คือการตั้งค่าแนวโน้มUTM คือระบบกําหนดแท็กเพื่อให้แน่ใจว่าอะไรเกิดขึ้นหลังจากการแบ่งปันข้อมูลจาก URL นี่เป็นวิธีที่จะรู้ว่าลิงค์ไหนที่เน้นปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ ข้อดีของการติดตามลิงค์คือคุณสามารถใช้ Campaign ของ Google URL Builder สามารถสร้างที่อยู่ URL UTM Plus/ tech ในขั้นตอนของ Google Analleys เป็นเครื่องมือฟรีที่สามารถติดตามการทํางานของลิงค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ประสิทธิภาพการติดตามจะช่วยให้มุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ในการทำงานที่ดีขึ้น

7.การคิดแบบ Agile

Agile คือการคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเน้นความคล่องแคล่วเป็นการเคลื่อนไหวอย่างว่องไวเป็นหลักทำได้โดย เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ วิธีการ และการปรับปรุงภายในเวลารวดเร็ว การตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจําเป็นต้องใช้ ความคิดอื่น ๆ และความตั้งใจที่จะมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์และเพิ่มความเร็วในการทำงาน ดังนั้นให้พิจารณากฎบางอย่างของ Agile เพื่อนำมาปรับใช้ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

8. Marketing automation

เป็นการหาตัวช่วยเพื่อลดวิธีการทำงานด้วยตัวเองและการทำงานซ้ำๆที่แสนน่าเบื่อ หากมีเครื่องมือการตลาดที่ช่วยเบาแรงจึงเปรียบเสมือนฝันที่เป็นจริง นักการตลาดใช้ Marketing automation เพื่อเพิ่มผลผลิตของการตลาดดิจิทัลและปรับปรุงผลลัพธ์ในทุกด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างโอกาสเพื่อเพิ่มการขายที่มีคุณภาพมากขึ้นและดียิ่งขึ้น เครื่องมือเหล่านี้สามารถช่วยให้คุณกำหนดเป้าหมายด้วยความแม่นยำมากขึ้น ปรับปรุงการมีส่วนร่วมรวมไปถึงขับเคลื่อนโอกาสในการขายที่มีคุณภาพดีขึ้นและช่วยเพิ่มรายได้ เรียนรู้ข้อดีของการทำ Marketing automation 

9.การจ้างคนภายนอก

หรือ Outsource ในฐานะที่เป็นนักการตลาดอาจคุ้นเคยกับการทํางานเป็นทีมมากกว่าแต่อย่างไรก็ตามถ้ากําลังคนที่มีความสามารถมีไม่เพียงพอต่อทีมจะทำให้การผลิตทางการตลาดแบบดิจิทัลจะแย่ลง ดังนั้นแทนที่จะพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองลองหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเหลือทีมดูอาจได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น การทำงานกับ Outsource ที่เหมาะสมจะช่วยให้การทำงานเร็วขึ้นโดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของงาน โดยทั่วไปอาจใช้ Upwork เพื่อค้นหา Outsource ที่มีชื่อเสียงทั่วโลก อย่างในประเทศไทยก็มีให้เลือกหลายเจ้าเช่นกันที่รู้จักกันดี เช่น Fastwork , freelancebay , freelancer หรืออื่นๆ

10.บทสรุป

หากคุณต้องการใช้ความพยายามด้านการตลาดดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต้องลองลงทุนในเครื่องมือและกระบวนการที่เหมาะสมเพื่อที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

 

10 ทริคขั้นต้นสำหรับการเพิ่ม ประสิทธิภาพให้งานดิจิทัลที่ GRASP ASIA ไปเจอมาแล้วนำมาแชร์ต่อนี้อาจช่วยให้หลายธุรกิจใกล้ความสำเร็จได้เร็วขึ้น นอกจากเราจะแชร์จ่อเราก็ยังนำไปใช้เองด้วยนะ ติดตามผลงานของเราได้ที่ GRASP ASIA 

ที่มา www.razorsocial.com